การให้สารอาหารบำบัดทางหลอดเลือด เป็น 1 ในวิธีการรักษาทางโภชนาบำบัด หรือ nutritional medicine ซึงมีหลักการและแนวคิดว่า สภาพร่างกายของผู้ป่วยที่สมบูรณ์ด้วยสารอาหาร ย่อมฟื้นตัวจาการเจ็บป่วย และแข็งแรงกว่าผู้ที่มีภาวะเสียสมดุลของสารอาหาร

                จากการศึกษา พบว่าผู้ที่มีภาวะเสียสมดุลของสารอาหาร ก็มีผลต่อสุขภาพต่อทั้งร่างกายและจิตใจได้ แม้ว่าความรุนแรงยังไม่ถึงขั้นเป็นโรคขาดสารอาหารก็ตาม อาทิเช่น ภาวะอ่อนเพลียเรื้อรัง กับระดับวิตามินบีเสียสมดุล, ภาวะการพร่องวิตามินบี12 กับการโรคซึมเศร้า หรือแม้กระทั้งการเป็นหวัดติดเชื้อง่ายหรือภูมิต้านทานไม่แข็งแรงจากที่ร่างกายมีระดับวิตามินดีไม่มากพอ เป็นต้น

                

ซึ่งปัจจัยที่มีผลให้แต่ละบุคคลอาจมีปัญหาการเสียสมดุลของสารอาหาร ได้แก่ วิถีการดำเนินชีวิตที่รีบเร่ง จนทำให้ไม่สามารถทานอาหารได้ครบตามหลักโภชนาการ , คุณภาพของวัตถุดิบอาหารที่ด้อยลง , วิธีการถนอมอาหารต่างๆที่ทำให้สารอาหารเสื่อมสภาพไป , รวมไปถึงการปนเปื้อนของสารพิษหรือสารเคมีเพิ่มขึ้น , ในบางรายอาจเป็นปัจจัยของตัวผู้บริโภคเองที่มีปัญหาสุขภาพอยู่ ได้แก่  โรคลำไส้แปรปรวน ,ภูมิแพ้ทางเดินอาหารแอบแฝง(food interlorance), โรคตับ , ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอลล์เป็นประจำ หรือแม้กระทั่งผู้ที่มีประวัติการใช้ยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะซึ่งมีผลต่อสมดุลแบคทีเรียในทางเดินอาหาร เหล่านี้ล้วนแต่มีผลต่อการดูดซึมสารอาหารในลำไส้ทั้งสิ้น ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียสมดุลของสารอาหารในร่างกาย และเกิดปัญหาสุขภาพต่างๆตามมา

                 การให้สารอาหารบำบัดทางหลอดเลือดสูตรไมเยอร์คอกเทล ริเริ่มโดย นายแพทย์จอห์น ไมเยอร์ จากรัฐแมรี่แลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งคุณหมอจอห์น ได้นำสารอาหารและวิตามินต่างๆ ให้ทางหลอดเลือดกับผู้ป่วย ผู้ที่มีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง ,ผู้ป่วยติดเชื้อเฉียบพลัน , ผู้ป่วยไมเกรน และได้รับผลการรักษาที่ดี

               

สารอาหารบำบัดสูตรไมเยอร์คอกเทล ประกอบไปด้วย วิตามิน B1, B2,B3,B5,B6 ,วิตามิน C,แร่ธาตุแมกนีเซียม และแคลเซียม ในสัดส่วนที่เหมาะสม ซึ่งในส่วนประกอบแต่ละตัวจะมีคุณสมบัติดังนี้

วิตามิน B1 : มีความสำคัญในระบบเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตให้พลังงานกับเซลล์

วิตามินB2 : มีความสำคัญต่อเซลล์เยื่อบุต่างๆ เช่นทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ ,การเผาผลาญ และเสริมความแข็งแรงต่อปลอกหุ้มเส้นประสาท

วิตามินB3 : ทำงานควบคู่กับวิตามิน B อื่นๆในระบบการเผาผลาญทั้งคาร์โบไฮเดรต,โปรตีนและไขมัน มีคุณสมบัติลดคอเลสเอตรอลในเลือด

วิตามินB5 : ช่วยสังเคราะสารสื่อประสาท Actylcholineในระบบประสาทอัตโนมัติ ,สนับสนุนต่อมหมวกไต ในการสังเคราะห์ฮอร์โมนต่างๆ รวมไปถึงทำงานเกี่ยวกับสมดุลเมทาบอลิสมของไปรตีนและไขมันคอเลสเตอรอล

วิตามินB6 : ช่วยสมดุลการเผาพลาญกรดอะมิโนและไขมัน เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์ฮอร์โมน เม็ดเลือด สารสื่อประสาท และสารอักเสบต่างๆเช่นพลอสตาแกลนดิน

วิตามิน C : เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ สารตั้งตั้นของเส้นใยคอลาเจนในการฟื้นฟูเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน สนับสนุนภูมิต้านทาน และเม็ดเลือดขาว มีคุณสมบัติยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อไวรัส

แร่ธาตุ Magnesium และ Calcium : ทำงานร่วมกันในการทำงานของกล้ามเนื้อต่างๆให้หดและคลายตัวได้เต็มที่ สมดุลการทำงานของเซลล์ เกี่ยวข้องกับความแข็งแรงของกระดูก และการทำงานของการส่งสัญญาณประสาท

                ดังนั้นจะเห็นว่า การใช้สารอาหาบำบัดสูตรไมเยอร์คอกเทล ดังกล่าว จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงด้านสมดุลของสารอาหารในร่างกายที่เปลี่ยบนไป และมีแนวโน้มจะขาดสารอาหาร จนทำให้เกิดปัญหาสุขภาพเช่น อาการอ่อนเพลียเรื้อรัง(chronioc fatigue syndrome) หรือสามารถให้เป็นการรักษาร่วม(Complementary treatment) ในผู้ป่วยโรคไมเกรน ,โรคภูมิแพ้, โรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง(fibromyalgia),โรคซึมเศร้า,ใช้รักษาผู้ที่มีอาการเสพติดยา,ผู้ป่วยระยะพักฟื้นจากการผ่าตัด หรือแม้กระทั่ง โรคติดเชื้อต่างๆเช่นไข้หวัด หลอดลมอักเสบ ลำไส้อักเสบเป็นต้น

              ในการศึกษาทางเวชศาสตร์ชะลอวัย การใช้สารอาหาบำบัดสูตรไมเยอร์คอกเทล ยังโดยประโยชน์ในผู้ที่ต้องการเสริมสารอาหารต่อต้านอนุมูลอิสระ และเสริมสมรรถภาพของร่างกาย สมอง และจิตใจ ให้แข็งแรงสมบูรณ์พร้อมรับกิจกรรมหนักๆต่างๆทั้งจากการเรียน การทำงาน การประชุม หรือการออกกำลังอีกด้วย

             ผลข้างเคียงที่อาจพบได้จากการการให้สารอาหาบำบัดสูตรไมเยอร์คอกเทลทางหลอดเลือดดำ คือ อาการร้อนวูบวาบ(Flushing) ซึ่งเป็นอิทธิพลจากการทำงานของวิตามินB และการขยายตัวของหลอดเลือด ซึ่งไม่ใช้ผลข้างเคียงเป็นอันตรายต่อผู้ได้รับการบำบัด ซึ่งป้องกันได้จากการให้อัตราเร็วของสารน้ำในระดับต่ำๆ